อีซี่มันนี่ทุ่มงบเพิ่ม 10 สาขา เปิดตัวสู่สถาบันสินเชื่อทางเลือก
SHARE
10/01/2020
นายสิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทตั้งธนสิน จำกัด ผู้ให้บริการโรงรับจำนำอีซี่
มันนี่ เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของยอดสินเชื่อรับจำนำที่ 20% พร้อมเพิ่มจำนวน
สาขาอีก 10 แห่งในต่างจังหวัด ซึ่งทำให้มันนี่อีซี่เป็นโรงรับจำนำเอกชนที่มีจำนวนสาขามากที่สุด
โดยปัจจุบันมีจำนวน 50 สาขาใน 28 จังหวัดใน 5 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ กลาง ตะวันออก อีสาน
และใต้ พร้อมทั้งเปิดตัวสู่การเงินสถาบันสินเชื่อทางเลือกของคนไทย ด้วยบริการที่รวดเร็วจาก
ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับจำนำมืออาชีพ ด้วยการประเมินทรัพย์ที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานและแม่นยำ
อีกทั้งยังมีความหลากหลายในการรับจำนำ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ เครื่องเพชร นาฬิกา สินค้า
แบรนด์เนม และสินค้าไอที

"จากเดิมที่โรงรับจำนำมักจะมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดี 15 ปีก่อนอีซี่มันนี่ก็เข้ามาด้วยการปรับ
ภาพลักษณ์ใหม่ สถานที่่สว่างโล่ง โอ่โถง เจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความอ่อนน้อม สุภาพ และที่
สำคัญคือ ประเมินราคาที่ยุติธรรม และการจัดเก็บทรัพย์ที่ดี ทำให้เราได้รับการตอบรับที่ดี และ
ขณะนี้เข้าสู่ปีที่ 15 ด้วยสาขาจำนวน 50 แห่ง และจะเพิ่มอีก 10 สาขาในงบประมาณ 40-50 ล้าน
ต่อสาขา ก็คิดว่าเราพรัอมที่จะเป็นสถาบันสินเชื่อทางเลือกของคนไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ
รายย่อย เอสเอ็มอี และ Start up ซึ่งการจำนำก็คือการให้สินเชื่อระยะสั้นอย่างหนึ่งที่ให้คุณ
สามารถแปลงสินทรัพย์เป็นเงินได้โดยใช้ขั้นตอนน้อยที่สุด ใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวไม่ต้อง
กรอกแบบฟอร์มอะไร"

ทั้งนี้ ปัจจุบันลูกค้าของแบ่งออก 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มลูกค้าที่ต้องการเงินไปใช้จ่ายในชีวิต
ประจำวัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้จากเงินเดือนเป็นหลัก แต่มีความสามารถในการเก็บออม
ทรัพย์สินมีค่า ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ และทองคำ ซึ่งถ้ามีค่าใช้จ่ายก็จะนำทรัพย์มาเปลี่ยน
เป็นเงินเอาไปใช้จ่าย อันนี้พฤติกรรมการจำนำหรือการไถ่ถอนทรัพย์ก็จะเป็นตามฤดูกาล เช่น
ปลายปีมีโบนัส ช่วงตรุษจีน สงกรานต์ จะมีการไถ่ถอนมาก ขณะที่ช่วงใกล้เปิดเทอมจะมีการ
จำนำมากเป็นพิเศษ เพื่อนำเงินไปใช้ในการศึกษาของบุตรหลาน กลุ่มนี้ถ้าเศรษฐกิจฝีดเคือง
มีการตกงาน หรือไม่มีโบนัส ตัวเลขการไถ่ถอนจะน้อย อันนี้ก็บอกสภาพเศรษฐกิจได้

และลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งคือ ผู้ประกอบธุรกิจ มีตั้งแต่พ่อค้า แม่ค้ารายย่อย ไปถึงผู้ประกอบการ
SMEs กลุ่มนี้เข้าโรงรับจำนำเพื่อนำเงินไปลงทุน ต่อยอดธุรกิจ ขยายธุรกิจ สต๊อกสินค้า หรือใช้
เป็นเครื่องเสริมสภาพคล่องในช่วงที่รายรับรายจ่ายไม่สมดุลกัน กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจมาจำนำ
มากๆ แสดงว่าเป็นช่วงโอกาสการค้าขายที่คึกคัก เศรษฐกิจดี จึงต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะ
สั้นเพิ่มขึ้น พอมีรายได้ก็มาไถ่ถอน อันนี้ก็เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจว่าคึกคัก หรือซบเซาได้

นายสิทธิวิชญ์ กล่าวอีกว่า โรงรับจำนำเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทยระดับหนึ่ง อันนี้จากประสบการณ์
และจากธุรกิจของเราที่ติดต่อและสัมผัสลูกค้าโดยตรงทุกราย ทำให้เราได้ข้อมูล และ
วัตถุประสงค์การใช้เงินจากแหล่งข้อมูลโดยตรง ซึ่งนอกจากดูจากพฤติกรรมการนำสินค้ามาจำนำ
และไถ่ถอนคืนแล้ว อัตราทรัพย์หลุดไถ่ถอนก็เป็นอีกตัวที่สามารถบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง
โดยปัจจุบันยอดทรัพย์หลุดไถ่ถอนในปี 2562 ที่ผ่านมา อยู่ในอัตรา 4.9% ลดลงจากปีก่อนหน้าที่
ประมาณ 5% และในปีนี้ก็น่าจะทรงตัว แต่หากยอดทรัพย์หลุดขึ้นไปถึง 7% ก็จะถือว่าเป็นระดับที่
น่าเป็นห่วงหรือเศรษฐกิจชะลอตัวมาก แต่เท่าที่ผ่านมา ยังไม่มีช่วงไหนที่ขึ้นไปถึงระดับดังกล่าว

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปี 2563 ถือว่าเป็นปีที่ท้าทายจากปัจจัยที่เข้ามาในหลายๆ ด้าน แต่บริษัท
เชื่อว่ายังมีความต้องการของสภาพคล่องยังมีอยู่ตลอด ทั้งในส่วนธุรกิจที่ต้องการลงทุนใหม่ และ
ธุรกิจที่ต้องการสภาพคล่อง โดยวงเงินเฉลี่ยต่อรายสำหรับลูกค้าพนักงานประจำประมาณ 20,000
บาท เอสเอ็มอีเฉลี่ย 100,000 บาทต่อราย ในอัตราดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน สัดส่วนลูกค้า
พนักงานประจำอยู่ในสัดส่วน 75% ที่เหลือเป็นลูกค้าธุรกิจ 25% ขณะที่รายได้ส่วนใหญ่ 70-80%
มาจากรายได้ดอกเบี้ย และอีกส่วนจะมาจากการขายทรัพย์หลุดจำนำซึ่งปัจจุบันบริษัทมีช่องทาง
การขายทั้งตามสาขา ร้าน Easy Money Shop ร้านขายสินค้ามือสอง จำนวน 2 ร้าน รวมถึงการขาย
ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย


 Credit : mgronline.com/stockmarket/detail/9630000002670











หมวดข่าวสารและสาระน่ารู้